ทำความเข้าใจซะใหม่!! เมื่อจะใช้เครื่องสำอางที่มี ‘เรตินอยด์’

ทำความเข้าใจซะใหม่!! เมื่อจะใช้เครื่องสำอางที่มี ‘เรตินอยด์’

วันที่ 21 Nov, 2017 | ผู้ชม: 1372 | ID: #135382

สารที่ทรงประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับกว้างขวางในวงการแพทย์ผิวหนัง และ บิวตี้กูรู

ต้องยกให้ "Retinoids"  หรือ เรตินอยด์  กลุ่มสารประกอบและอนุพันธ์ของวิตามินเอทั้งหมด

ที่ช่วยเรื่อง ' ลดริ้วรอยและปรับสีผิวขาว '

นิตยสารโว้ก รวบรวมข้อมูลล่าสุดจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ

 มาไขความเข้าใจผิด และ ความจริงเกี่ยวกับ วิธีการใช้ครีมที่มี  เรตินอยด์    ให้ฟังดังนี้ค่ะ

 Retinoids เหมาะกับผิวที่มีปัญหา ริ้วรอย เท่านั้น
 

ข้อเท็จจริง เรตินอยด์มีหน้าที่ช่วยลดการผลิตน้ำมันของต่อมไขมัน จึงช่วยลดความมัน

และการอุดตันรูขุมขนสาเหตุที่ทำให้เกิด สิว

รวมทั้ง ก้อนไขมันที่อุดตันบริเวรรูขุมขนค่อยๆ หลุดออกจากการผลัดเซลล์ผิวอีกด้วย

แต่ไม่ควรใช้บริเวณที่มีสิวอักเสบ เพราะจะแสบ ระคายเคือง ควรปรึกษาแพทย์หากจะใช้เพื่อรักษาสิว
 

    ส่วนผสมที่ขึ้นต้นด้วย R เช่น Retinol หรือ Retinoic Acid มักมีคุณสมบัติเหมือนกัน  
 

ข้อเท็จจริง    แม้จะเป็นสารในกลุ่มเดียวกัน แต่ระดับความเข้มข้นและการออกฤทธิ์แสดงประสิทธิภาพไม่เท่ากัน
 

โดยหลักการทำงานของทั้งสองตัวเหมือนกัน แต่ Retinol    เข้มข้นน้อยกว่า Retinoic Acid

และ  Retinol       ให้ผลลัพธ์ช้ากว่า เพราะต้องใช้เอนไซม์จำเพาะเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพ

 กรดวิตามินเอ ซึ่งก็คือ เรตินอล แอซิด นั่นเอง

ส่วนในชื่ออื่นๆ  ตามฉลากสกินแคร์ที่เคลมว่า  มีสารกลุ่มวิตามินเอ  ได้แก่ Retinyl Palmitate, Retinyl Acetate,

 Retinyl Linoleate จัดเป็นกลุ่มที่  อ่อนโยนต่อผิวที่สุด    แต่ก็มี  ประสิทธิภาพน้อยที่สุด    เช่นกัน 
 

 หน้าที่ของ  Retinoids     คือ ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า คล้ายกับการขัดหน้า

หลายคนที่ใบหน้าแห้ง แดง และลอก หลังการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์
 

เข้าใจว่ากำลังขจัดเซล์ผิวเก่า สร้างผิวใหม่นั้น คือความคิดที่ผิด
 

ข้อเท็จจริง       การที่ผิวลอก แห้ง แดง เป็นผลข้างเคียงของอาการระคายเคือง

 เพราะ   เรตินอยด์ทำงานในระดับลึกกว่านั้น โดยการส่งสัญญาณในระดับยีนส์
 

 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจน ริ้วรอยจึงลดเลือน จุดด่างดำและแผลจางลง

 รวมถึงใบหน้าหมองคล้ำก็สว่างขึ้นเพราะเกิดเซลล์ผิวใหม่
 

 ควรหยุดใช้หากเริ่มรู้สึกระคายเคือง

ข้อเท็จจริง การที่ผิวแห้งและลอกถือเป็นเรื่องปกติ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้เรตินอยด์มาก่อน

แต่หลังใช้ติดต่อ 2 -3 สัปดาห์ เซลล์ผิวหนังจะเริ่มปรับตัวได้ อาการระคายเคืองจะลดลง
 

หากแพ้มาก ให้เว้นช่วงการใช้ออกไป เช่น 1 วัน เว้น 3 วัน หรือ อาทิตย์ละครั้ง

แล้วค่อยๆ เพิ่มความถี่เมื่อผิวปรับตัวได้

ถ้ายังระคายเคืองอยู่ให้เปลี่ยนไปใช้สารที่อ่อนโยนกว่า

    ไม่ควรทา Retinoids   รอบดวงตา เพราะเป็นบริเวณที่บอบบางเกินไป

ข้อเท็จจริง      ควรทาด้วยซ้ำเพราะเป็นบริเวณที่มีปัญหาผิวชัดเจนที่สุด
 

Jonathan Weiss แพทย์ผิวหนังจากแอตแลนตากล่าว

 ส่วนในกรณีที่เผลอเข้าตา อาจรู้สึกแสบ แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดเท่านั้น
 

    ไม่ควรใช้    Retinoids ตอนเช้า เพราะอาจทำให้ผิวไหม้แดด      
 

ข้อเท็จจริง               ความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก การวิจัยยุคแรกๆ กลุ่มตัวอย่าง

 มีอาการแสบร้อนเมื่ออยู่กลางแดด

 แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยชิ้นใหม่ระบุว่า ระดับ MDP (Minimal Erythemal Dose)

ซึ่งเป็นระดับรังสียูวีที่ผิวของแต่ละคนสามารถรับได้นั้น ไม่ได้ลดลงเมื่อทำการทดลองกับเรตินอยด์

 จริงอยู่ที่สารประกอบจะเกิดการสลายตัวหากโดนแสงแดด

 ฉะนั้น บรรจุภัณฑ์จึงต้องเป็นแบบทึบแสง และแพทย์จะแนะนำให้ใช้ตอนกลางคนเท่านั้น

 แต่มัน  ไม่ได้มีผลทำให้ผิวไวต่อแดดมากขึ้น  เลย

       ควรทา Retinoids   เฉพาะบนผิวที่แห้งแล้วเท่านั้น

ข้อเท็จจริง    ไม่มีงานวิจัยชิ้นไหนระบุว่าใช้ขณะผิวเปียก หรือ ผิวหมาดแล้วจะระคายเคือง

ไม่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างน้ำในผิวกับ ประสิทธิภาพของสาร

เรตินอยด์ สามารถเปลี่ยนตัวเองให้อยู่ในรูป เรติโนอิก แอซิด ได้มากแค่ไหน ประสิทธิภาพก็สูงขึ้นเท่านั้น

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผิวแต่ละคน และประเภทของเรตินอยด์
 

 ประสิทธิภาพของ Retinoids จะคงอยู่ประมาณ 6 เดือน

ข้อเท็จจริง                        ผลลัพธ์ของเรตินอยด์เรื่องลดริ้วรอยและจุดด่างดำจะ  คงอยู่ประมาณ 1 ปี     
  

 หลังจากครบ 1 ปี ก็ยังใช้ต่อได้ โดยการเพิ่มความเข้มข้น

 ประสิทธิภาพจะเห็นชัดเมื่อใช้ต่อเนื่อง 4-6 สัปดาห์

  ข้อเท็จจริง แม้ในบรรจุภัณฑ์จะบอกว่าเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ แต่ประสบการณ์จริง

ต้องใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์ โดยใช้ต่อเนื่องกันจะเห็นผลชัดเจน

 ไม่ควรใช้ Retinoids ตอนเดินทาง

ข้อเท็จจริง ปัจจัยเรื่องอากาศไม่ได้ส่งผลให้อาการแพ้เรตินอยด์มากขึ้น

เมื่อเซลล์ผิวหนังปรับตัวให้รับเรตินอยด์ได้แล้ว จะเกิดอาการแพ้ก็ต่อเมื่อ หันไปใช้เรตินอยด์ที่เข้มข้นสูง

หากไปเที่ยวต่างประเทศที่อากาศหนาวมาก หรือ หิมะตก ก็เพียงแค่ลงมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื่นมากเป็น

พิเศษหลังจากทาเรตินอยด์เท่านั้นเอง

Retinoids ประเภทที่อ่อนโยนต่อผิว มีประสิทธิภาพดีพอๆ กับ ประเภทที่มีความเข้มข้นสูง

ข้อเท็จจริง สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ แล้วระบุว่า สำหรับผิวแพ้ง่าย หรือผิวอ่อนบาง

 แปลว่า มีกรดวิตามินในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำ

แพทย์ผิวหนังมักแนะนำให้ผู้ที่เริ่มใช้ เรตินอยด์ ความเข้มข้นต่ำไปสักระยะ สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้มาก่อน

เมื่อผิวปรับสภาพได้ดีขึ้น จึงค่อยเพิ่มความเข้มข้น วิธีนี้จะช่วยลดอาการ แดง แห้ง และลอกของผิวหนังได้
 

ทำความเข้าใจใหม่เสร็จแล้วก็สวยต่อได้ มิต้องกลัวหน้าพังจร้า

TAGS : RetinoicAcid, Retinoids, กรดวิตามินเอ, ขาว, ความงาม, ความสวย, ริ้วรอย, สกินแคร์, สารปรับสีผิว, สิว, หน้าลอก, เรตินอยด์, เรตินอล, เรตินอลแอซิด

Credit $ Thanks : Vogue


อีเมล์ติดต่อ




กรุณาใส่ตัวหนังสือที่แสดงอยู่บนรูปข้างล่าง. ตัวอักษรจะเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็ก และตัวเลข 1 ถึง 9






 



Tag คำค้นหา