10 สารอันตราย...ในเครื่องสำอางที่มีการผลิตไม่ได้มาตรฐาน

10 สารอันตราย...ในเครื่องสำอางที่มีการผลิตไม่ได้มาตรฐาน

วันที่ 20 Nov, 2016 | ผู้ชม: 1609 | ID: #135673

   ก่อนแต่งหน้า หยิบเมคอัพเฉดคู่ใจที่กำลังอินเทรนด์มาใช้ในวันนี้ ลองถามตัวเองดูก่อนไหมคะ ว่านานเท่าไหร่แล้ว ที่สาวๆ ได้เผลอสะสมสารพิษที่ซ่อนตัวอย่างมิดชิดอยู่ในบรรดาเครื่องสำอางสังเคราะห์ ที่รายรอบอยู่บนโต๊ะเครื่องสำอางของสาวๆ

   ในทุกวันนี้ ใบหน้าที่แลดูสดใสไปด้วยสีสันของเมคอัพ แน่ใจหรือคะว่าจะไม่ทิ้งสารอะไรตกค้างไว้เมื่อชำระล้างออก ส่วนครีมบำรุงผิวล่ะ ทาแล้วจะไม่แถมเจ้าฝ้าและกระมาด้วยใช่ไหม ส่วนโฟมล้างหน้าชิ้นโปรดจะช่วยเพิ่มสิวและริ้วรอยมากกว่าเดิมหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นมาหยุดความเสี่ยงแบบนี้เสียที แล้วลองมาดูสารพิษอันตรายที่ปนเปื้อนอยู่ในเครื่องสำอาง และผลลัพธ์ร้ายที่คอยทำลายความงามของผู้หญิงโดยที่เราไม่รู้ตัวกันดีกว่าค่ะ

แบบไหนจึงจะ เรียกว่าสารอันตราย?
• สารเคมีสังเคราะห์ในเครื่องสำอางที่มีการผลิตไม่ได้มาตรฐาน จนทำให้เกิดวัตถุมีพิษเจือปน หรือผู้ผลิตเจตนาใส่สารเคมีที่มีอันตราย เช่นใส่ เฮกซาคลอโรฟีน (Hexachlorophene) ซึ่งเป็นสารอันตรายต่อเยื่อบุอ่อน ลงไปในแป้งโรยตัวเด็ก หรือใส่สารประกอบปรอทเกินมาตรฐาน

• จุลินทรีย์ในเครื่องสำอางซึ่งเกิดจากการผลิตครีมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ วัตถุดิบส่วนผสมที่ไม่สะอาด ไม่มีระบบการควบคุมการผลิตที่ได้มาตรฐาน

• ผู้ที่มีอาการแพ้เครื่องสำอางจากสารสังเคราะห์ต่างๆ โดยภูมิแพ้ของตนเองถึงแม้ว่าสารนั้นๆ อาจจะไม่ได้เป็นสารอันตรายก็ตาม

10 สารอันตราย...อยู่ใกล้เรากว่าที่คิด

1. สารปรอท (Mercury)
    เป็นสารที่ทำให้เกิดอาการการแพ้ หรือระคายเคืองได้อย่างรุนแรง อันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบ มักพบในเครื่องสำอางที่ทำให้สีผิวจาง ลดสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ ที่ไม่ได้มาตรฐาน สารปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น สูดดมเข้าทางปอด หรือถูกดูดซึมผ่านทางลำไส้เล็กหากมีการกลืนกินสารนี้เข้าไป แม้แต่การทาที่ผิวหนังสารปรอทก็จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมในร่างกาย

2. สาร PVP (Polyvinyl Pyrrolidone)
    เป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลาย มักพบในน้ำยาสเปรย์จัดแต่งทรงผม สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งการสูดดมและการซึมเข้าทางผิวหนัง ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน ผมร่วง เกิดการแพ้หรืออักเสบบริเวณหน้าผาก ข้างหู คอ

3. สารตะกั่ว (Lead)
    จัดเป็นวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง เพราะเหตุนี้หากถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดอาการปวดบิดในท้องอย่าง รุนแรงโดยหาสาเหตุไม่พบ ร่วมกับอาการท้องผูก หรือไม่ก็ถ่ายเป็นเลือดอาจมีอาการซีด อ่อนแรง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วขึ้น และลดอัตราการสร้างเม็ดเลือดแดง ระบบประสาททั่วร่างกายผิดปกติ กฎหมายกำหนดไว้ว่าอาจพบตะกั่วได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 20 ส่วนในล้านส่วนโดยน้ำหนัก หากพบว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสารตะกั่วเกินกว่านี้ จะเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย

4. สารเฮกซ่าคลอโรฟีน (Hexachlorophene)
    มักจะพบในแป้งและสบู่ เป็นสารที่สามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังไปก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบประสาท เกิดแผลอักเสบบริเวณผิวหนัง แต่อนุญาตให้ใช้เป็นสารกันเสียในเครื่องสำอางได้เฉพาะกรณีที่ใช้สารกันเสีย ชนิดอื่นไม่ได้ผล แต่ก็มีเงื่อนไขว่าใช้ได้ไม่เกิน 0.1% และห้ามใช้กับเครื่องสำอางที่สัมผัสกับเยื่อบุอ่อน เช่น ริมฝีปาก ผิวบริเวณดวงตา และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอ่อน เป็นต้น

5. สารไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)
    มักพบในครีมลอกฝ้า จะช่วยให้ผิวหน้าขาวขึ้นในระยะแรกๆ แต่จะทำให้ผิวกลายเป็นด่างขาวผิดปกติในที่สุด ทำให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคือง ผดผื่นขึ้น ผิวหน้าดำคล้ำขึ้นจนกลายเป็นฝ้าถาวรไม่สามารถรักษาได้

6. สารโซเดียมลอรัลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulphate)
    เป็นสารทำความสะอาด มักพบในแชมพู สบู่ หรือยาสีฟัน สารชนิดนี้สามารถแทรกซึมลงไปในชั้นผิวได้ถึง 5 - 6 มม. ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการแพ้ ผิวหนังบางลง จนทำให้สารพิษ อื่นๆ สามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้มากขึ้น

7.  กรดวิตามินเอ (Retinoic Acid)  
   มักพบในผลิตภัณฑ์รักษาผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าแสบร้อน อักเสบ ใช้แล้วผิวหน้าลอก ระคายเคือง และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

8. สารมิเนอรัล ทัลค์ (Mineral Talc)
    มักพบในแป้งฝุ่นซึ่งเป็นส่วนผสมอยู่ถึง 90% รวมทั้ง อายแชโดว์ แป้งเด็กและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นเมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดโรค ปอด มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมหมวกไตชนิดหายาก และมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งรังไข่ถึง 30 - 60 % ในกลุ่มของผู้หญิงที่ใช้แป้งฝุ่นทาตัวที่ผสม Mineral Talc เป็นประจำ

9. สารฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde)
    มักพบเป็นส่วนผสมของน้ำยาทาเล็บ สบู่ และเครื่องสำอางทั่วไป นอกจากนี้ ยังพบในน้ำยาเคลือบเงาเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย สารชนิดกำลังถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง และมักทำให้ผิวหนังแสบร้อน และผิวรอบดวงตาระคายเคือง

10. สารสเตียรอยด์ (Steroids)
สเตียรอยด์ มีประโยชน์หากใช้ในจำนวนที่เหมาะสมตามที่แพทย์กำหนด สามารถใช้รักษาโรคผิวหนัง โรคภูมิแพ้ได้ค่ะ แต่ถ้าใช้ไม่ระวังก็อาจทำให้เกิดผลค้างเคียงได้ เช่น เลือดออกในกระเพาอาหาร ยับยั้งการเติบโตในเด็ก อาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ รวมทั้งไปกดภูมิคุ้มกันโรค จนทำให้ร่างกายอ่อนแอ

   ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสารอันตรายส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ปนเปื้อนอยู่ในเครื่อง สำอางในปัจจุบัน ก่อนเลือกซื้อในครั้งต่อไปสาวๆ ควรจะพิจารณาถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดเสียก่อน หรือลองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมาใช้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ และคงความงามให้อยู่คู่กับสาวๆ ไปนานๆ นะคะ
 

*เอื้อเฟื้อข้อมูล*   สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา


อีเมล์ติดต่อ




กรุณาใส่ตัวหนังสือที่แสดงอยู่บนรูปข้างล่าง. ตัวอักษรจะเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็ก และตัวเลข 1 ถึง 9






 



Tag คำค้นหา